BodyTite กับ Vaser เทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาไขมันสะสมเฉพาะจุดและความหย่อนคล้อยแต่ทั้งสองวิธีมีการทำงาน และจุดเด่นที่แตกต่างกัน Vincent Clinic Plastic Surgery จะพาไปดูว่า BodyTite กับ Vaser คืออะไร ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาไขมันสะสมของคุณ
Key Takeaways
- BodyTite กับ Vaser เป็นเทคโนโลยีดูดไขมันเฉพาะจุดที่ตอบโจทย์คนละปัญหา โดย Vaser เน้นลดไขมัน ส่วน BodyTite เน้นลดไขมันพร้อมกระชับผิว
- BodyTite กับ Vaser ต่างกันที่พลังงานที่ใช้ โดย Vaser ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์สลายไขมัน ขณะที่ BodyTite ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุเพื่อช่วยกระชับผิว
- BodyTite กับ Vaser เหมาะกับสภาพไขมันและผิวที่ต่างกัน Vaser เหมาะกับไขมันหนาแน่นหรือไขมันดื้อ ส่วน BodyTite เหมาะกับไขมันระดับน้อยถึงปานกลางร่วมกับผิวหย่อนคล้อย
- BodyTite กับ Vaser ให้ผลลัพธ์ด้านผิวไม่เหมือนกัน โดย BodyTite ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและตึงขึ้นได้ชัดเจนกว่า ขณะที่ Vaser ผลลัพธ์ผิวขึ้นกับความยืดหยุ่นเดิม
- BodyTite กับ Vaser มีระยะพักฟื้นใกล้เคียงกัน แต่ Vaser มักบวมช้ำน้อยและฟื้นตัวเร็วกว่าเล็กน้อย
- BodyTite กับ Vaser มีช่วงราคาที่แตกต่างกัน โดย Vaser มีราคาย่อมเยากว่า ส่วน BodyTite ราคาสูงกว่าเพราะได้ทั้งการดูดไขมันและกระชับผิวในขั้นตอนเดียว
BodyTite กับ Vaser คืออะไร
BodyTite กับ Vaser คือ เทคโนโลยีกำจัดไขมันเฉพาะจุดที่ช่วยปรับรูปร่าง ซึ่งทั้งสองมีหลักการทำงานที่แตกต่างกันดังนี้
BodyTite คืออะไร
BodyTite คือ เทคโนโลยีดูดไขมันพร้อมยกกระชับผิวในขั้นตอนเดียว โดยใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) จะถูกปล่อยลงสู่ชั้นไขมันใต้ผิวทำให้ไขมันอ่อนตัวและแปรสภาพเป็นของเหลวทำให้สามารถดูดไขมันออกได้ง่ายและสม่ำเสมอมากขึ้น แพทย์จะใช้อุปกรณ์ลักษณะคล้ายไม้สองง่าม โดยส่วนหนึ่งสอดเข้าใต้ผิวเพื่อปล่อยพลังงานในการสลายไขมัน ในขณะเดียวกันความร้อนจากพลังงาน RF ยังช่วยกระตุ้นการหดตัวของผิวและเส้นใยคอลลาเจน ช่วยให้ผิวดูกระชับและเรียบเนียนขึ้นหลังดูดไขมัน ลดโอกาสผิวหย่อนคล้อยตามมา
Vaser คืออะไร
VASER คือเทคโนโลยีดูดไขมันเฉพาะส่วนที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ในการสลายเซลล์ไขมันทำให้ไขมันแตกตัวและมีลักษณะเหลวสามารถดูดออกได้ง่าย ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง และระยะพักฟื้นน้อยกว่าการดูดไขมันแบบดั้งเดิม ทั้งยังช่วยให้สัดส่วนดูเรียบเนียนและได้รูปมากขึ้น

ดูดไขมัน BodyTite กับ Vaser ต่างกันอย่างไร
VASER สามารถกำจัดไขมันที่ลดการฟกช้ำ ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง มีอาการบวมช้ำน้อยและฟื้นตัวเร็ว เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมชัดในบริเวณต่าง ๆ เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา หลัง เอว หรือใต้คาง ส่วน BodyTite เป็นเทคโนโลยีดูดไขมันพร้อมยกกระชับผิวในขั้นตอนเดียวได้ จึงเหมาะกับผู้ที่มีไขมันระดับน้อยถึงปานกลาง แต่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยหรือกังวลเรื่องผิวไม่กระชับหลังดูดไขมัน เช่น ต้นแขน หน้าท้อง หรือต้นขาด้านใน

BodyTite กับ Vaser เหมาะกับใคร
BodyTite กับ Vaser ต่างเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการดูดไขมัน แต่ตอบโจทย์ และเหมาะกับสภาพผิวที่แตกต่างกันดังนี้
ดูดไขมันแบบ BodyTite เหมาะกับใคร
ดูดไขมันแบบ BodyTite เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมและผิวหย่อนคล้อย ต้องการลดไขมันพร้อมกระชับผิว และผู้ที่มีปัญหาต่าง ๆ ดังนี้
- ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดร่วมกับปัญหาผิวหย่อนคล้อย ต้องการลดไขมันและกระชับผิวไปพร้อมกัน
- ผู้ที่ผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น เช่น หลังลดน้ำหนัก หรือหลังคลอดบุตร
- ผู้ที่ออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารแล้ว แต่ไขมันบางจุดยังลดลงได้ยากหรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
- ผู้ที่ต้องการดูดไขมันและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในขั้นตอนเดียว เพื่อให้ผิวดูเต่งตึงและเรียบเนียนหลังทำ
- ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูรูปร่างโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่หรือทำการยกกระชับแบบดั้งเดิม
- ผู้ที่มีเวลาพักฟื้นจำกัด ต้องการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานได้เร็ว
- ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง และต้องการทางเลือกในการดูแลรูปร่างที่ให้ผลลัพธ์ด้านความกระชับชัดเจน
ดูดไขมันแบบ Vaser เหมาะกับใคร
การดูดไขมันแบบ Vaser เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด ต้องการลดไขมันโดยไม่ต้องทิ้งรอยฟกช้ำ หรือเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาและความต้องการต่าง ๆ ดังนี้
- ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินสะสมค่อนข้างมากหรือเป็นไขมันดื้อที่ลดได้ยาก แม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายแล้ว
- ผู้ที่ต้องการลดไขมันเฉพาะจุดและปรับสัดส่วนให้เห็นผลชัดเจนในระยะเวลาที่รวดเร็ว
- ผู้ที่มีเวลาดูแลตัวเองน้อย ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ แต่ต้องการให้รูปร่างดูสมส่วนมากขึ้น
- ผู้ที่ต้องการปั้นรูปร่างหรือเก็บรายละเอียดสัดส่วน เช่น การทำซิกแพคในผู้ชาย หรือการสร้างร่อง 11 ในผู้หญิง
- ผู้ที่มีเวลาพักฟื้นจำกัด ต้องการแผลขนาดเล็ก อาการบวมช้ำน้อย และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว
- ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และต้องการทางเลือกในการดูแลรูปร่างที่เน้นการกำจัดไขมันอย่างแม่นยำ
BodyTite VS Vaser เลือกแบบไหนดี
การเลือกระหว่าง BodyTite และ VASER ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคล VASER เหมาะกับการกำจัดไขมันในปริมาณมากหรือไขมันดื้อที่สะสมหนาแน่นในจุดที่ลดได้ยาก และต้องการลดโอกาสการเกิดรอยฟกช้ำหลังดูดไขมัน ขณะที่ BodyTite เหมาะกับผู้ที่มีไขมันระดับน้อยถึงปานกลางร่วมกับปัญหาผิวหย่อนคล้อย ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยดูดไขมันพร้อมกระตุ้นการหดตัวของผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและกระชับขึ้นหลังทำ
ราคาดูดไขมัน BodyTite VS Vaser
ราคาดูดไขมัน BodyTite และ VASER แตกต่างกันตามเทคโนโลยีและผลลัพธ์ดังนี้
- VASER Liposuction ราคาเริ่มต้นประมาณ 50,000 – 120,000 บาท
- BodyTite ราคาเริ่มต้นประมาณ 120,000 – 250,000 บาท
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดูดไขมัน BodyTite กับ Vaser (FAQ)
Q : กลัวผิวหย่อนคล้อยหลังดูดไขมันควรเลือก BodyTite หรือ Vaser
A : ถ้ากลัวผิวหย่อนคล้อยหลังดูดไขมัน แนะนำให้เลือก BodyTite เพราะ BodyTite ช่วยดูดไขมันพร้อมกระชับผิวด้วยพลังงาน RF ทำให้ผิวตึงและเรียบเนียนกว่า ขณะที่ VASER เน้นสลายไขมันเป็นหลัก
Q: ไขมันหนาเป็นก้อน มีพังผืดเยอะควรดูดด้วยเครื่อง Vaser หรือ BodyTite
A : กรณีไขมันหนาเป็นก้อนและมีพังผืดเยอะ แนะนำใช้ VASER เพราะคลื่นอัลตราซาวด์ช่วยสลายไขมันที่หนาแน่นและแยกพังผืดได้ดี ทำให้ดูดไขมันออกได้ง่าย ส่วน BodyTite เหมาะกับเคสที่เน้นกระชับผิวมากกว่าการจัดการไขมันก้อนใหญ่
Q: ระหว่าง BodyTite กับ Vaser ถ้าอยากนำไขมันมาฉีดหน้าต่อควรเลือกตัวไหนดี
A : ถ้าต้องการนำไขมันที่ดูดออกมาไป เติมไขมันที่หน้า ต่อ แนะนำเลือก VASER มากกว่า เพราะ VASER สลายไขมันอย่างนุ่มนวล ทำให้ได้ไขมันที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการนำไปผ่านกระบวนการคัดแยกและฉีดเติมเต็มต่อได้ดีกว่า BodyTite ซึ่งใช้พลังงานความร้อนมากกว่าและเน้นเรื่องกระชับผิวเป็นหลัก
Q: ดูดไขมันด้วย BodyTite กับ Vaser เจ็บไหม
A : โดยทั่วไปการดูดไขมันทั้ง BodyTite และ VASER ไม่เจ็บระหว่างทำ เพราะมีการใช้ยาชาหรือยาสลบ หลังทำอาจรู้สึกตึงหรือระบมเล็กน้อย โดย VASER มักบวมช้ำน้อยกว่า ส่วน BodyTite จะรู้สึกตึงผิวมากกว่าเล็กน้อยจากการกระชับผิว
Q: อยากพักฟื้นไม่นาน ควรเลือกใช้ตัวไหนระหว่าง BodyTite กับ Vaser
A : ถ้าต้องการพักฟื้นไม่นาน VASER จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเล็กน้อย เพราะเน้นสลายไขมันอย่างนุ่มนวลและกระทบเนื้อเยื่อน้อย ส่วน BodyTite อาจรู้สึกตึงผิวมากกว่าเล็กน้อยจากการกระชับผิวด้วยพลังงาน RF แต่ทั้งสองวิธีใช้เวลาพักฟื้นไม่นานใกล้เคียงกัน
สรุป
BodyTite และ VASER เหมาะกับคนละเป้าหมาย โดย VASER เหมาะกับการลดไขมันปริมาณมากหรือไขมันดื้อ เพื่อปรับสัดส่วนให้ชัดเจน ส่วน BodyTite เหมาะกับผู้ที่มีไขมันไม่มากแต่ผิวหย่อนคล้อย เพราะช่วยดูดไขมันพร้อมกระชับผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนและตึงขึ้น อยากดูดไขมันแต่ยังไม่แน่ใจว่า ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ Vincent Clinic Plastic Surgery ทีมแพทย์จะช่วยประเมินสภาพไขมัน ผิว และเป้าหมาย เพื่อแนะนำเทคโนโลยีที่เหมาะกับคุณที่สุดอย่างตรงจุด