vincent.jpg.png
vc_3.png

Vincent Clinic Bangkok Plastic Surgery

คลินิกศัลยกรรมความงาม ดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
"><font style="vertical-align: inherit
"><font style="vertical-align: inherit
บทความ
ปัญหาหลังเสริมคางที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง เกิดจากอะไร ป้องกันได้ไหม?
แชร์ :
chin-surgery-problems-after-augmentation
อยากรู้เรื่องอะไร? คลิกที่หัวข้อได้เลย!

อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนอยากรู้คือ ปัญหาหลังเสริมคางที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้สามารถเตรียมตัวในการป้องกันปัญหาและบรรเทาอาการที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยลง ทำให้ผลลัพธ์หลังการศัลยกรรมคางออกมาดีและปลอดภัยมากที่สุด โดยปัญหาที่พบได้นั้นมีทั้งแบบที่เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติและเป็นอาการผิดปกติที่ไม่ควรเกิดขึ้น สำหรับใครที่อยากเช็กอาการตัวเองหรืออยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าลักษณะผิดปกติเป็นอย่างไร แบบไหนคืออาการปกติที่พบได้ สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามีอะไรบ้าง สามารถป้องกันได้ไหม สามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้จากข้อมูลต่อไปนี้จาก Vincent Clinic Plastic Surgery

เสริมคาง คืออะไร? ทำไมบางคนถึงมีปัญหาหลังทำ?

เสริมคาง คือ ศัลยกรรมที่ช่วยปรับแต่งรูปทรงคางให้ได้สัดส่วนรับกับใบหน้ามากขึ้น ด้วยการใส่ซิลิโคนเข้าไปในตำแหน่งที่กำหนดไว้ ช่วยให้ใบหน้าได้เข้ารูปมากขึ้น ปรับลุคเปลี่ยนบุคลิกให้ดูดีขึ้น ซึ่งในแต่ละคนอาจเกิดอาการหรือปัญหาขึ้นได้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น การดูแลตัวเองหลังทำ ร่างกายของคนไข้แต่ละคน รวมไปถึงแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด เป็นต้น

ปัญหาหลังเสริมคางที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

ปัญหาหลังเสริมคางที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

ปัญหาหลังเสริมคางที่พบบ่อย มีด้วยกันหลายอย่างและเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงทำให้ปัญหาที่เกิดกับแต่ละคนแตกต่างกันออกไป โดยอาการผิดปกติที่ต้องรับการรักษาโดยแพทย์ มีดังนี้

ซิลิโคนคางเบี้ยว

ปัญหาคางเบี้ยวหรือคางเอียง สามารถเกิดขึ้นได้จากการถูกกดทับหรือกระทบกระเทือนรุนแรงในช่วงแรกหลังผ่าตัดซึ่งทุกอย่างยังไม่เข้าที่ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของซิลิโคนไปในตำแหน่งอื่น คางจึงผิดรูปทรงไปจากที่ต้องการ โดยพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดปัญหา ได้แก่ นอนคว่ำ เท้าคาง ถูกกระแทก เป็นต้น 

คางยื่นเกินไป

ปัญหา คางยื่น เกินไปหลังเสริมคาง อาจเกิดจากการเลือกรูปทรงหรือขนาดของซิลิโคนที่ไม่เหมาะกับโครงหน้าของคนไข้ เช่น เลือกซิลิโคนที่ยาวเกินความจำเป็น หรือแพทย์วางตำแหน่งซิลิโคนล้ำออกมาด้านหน้ามากเกินไป ทำให้สัดส่วนของใบหน้าเสียสมดุล คางดูยื่นจนผิดธรรมชาติคล้ายแม่มด หรือทำให้หน้าไม่สมดุลกับส่วนอื่น ๆ เช่น หน้าผากหรือจมูก

คางสั้นเกินไป

ในทางกลับกัน ยังมีปัญหาคางสั้น เนื่องจากหากเสริมคางแล้วคางยังดูสั้นหรือถอยร่นเข้าไป อาจเป็นเพราะเลือกซิลิโคนที่เล็กหรือสั้นเกินไปจากความจำเป็นของโครงหน้า หรือเกิดจากการวางซิลิโคนไม่ตรงตำแหน่งตามแนวฐานกระดูกคาง ส่งผลให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ชัดเจน ใบหน้าดูไม่มีมิติ และไม่สามารถสร้างความสมดุลของรูปหน้าได้ตามต้องการ

อักเสบหลังเสริมคาง มีอาการบวมช้ำนานกว่าปกติ

โดยปกติแล้วหลังผ่าตัดเสริมคางอาจเกิดอาการบวมช้ำขึ้นได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปได้เอง ขึ้นอยู่กับความเร็วในการฟื้นฟูร่างกายของคนไข้แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน หากใครที่มีอาการบวมช้ำนานมากกว่า 2 สัปดาห์ โดยมีอาการปวดหรือเจ็บที่แผลผ่าตัดมาก ๆ มีอาการบวมแดงไม่ยุบแต่กลับเพิ่มมากขึ้น อาจเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อระหว่างผ่าตัดหรือการดูแลตัวเองหลังทำของคนไข้ แนะนำว่าควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

คางทะลุ

ปัญหาคางทะลุสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่หรือมีขนาดยาวเกินไป ไม่พอดีกับคนไข้ เมื่อขนาดซิลิโคนฝืนธรรมชาติของผิวคนไข้มากเกินไปผิวจึงเกิดการขยายตัวมากกว่าปกติ ทำให้ผิวบางลงส่งผลให้ซิลิโคนดันตัวทะลุออกมา หากมีอาการปวดตึงคาง มีเลือดหรือน้ำซึมออกจากแผลผ่าตัด รวมถึงอาจเห็นซิลิโคนจากภายนอก ต้องรีบพบแพทย์ทันทีไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

คางห้อย คางย้อย

หากเสริมคางมาแล้วซิลิโคนไม่กลมกลืนไปกับคาง มองเห็นเป็นก้อนแยกออกมาชัดเจน มีลักษณะห้อยย้อยลงมา สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่เลือกซิลิโคนไม่เหมาะสมหรือเทคนิคการผ่าตัดของแพทย์ เป็นต้น

คางเป็นก้อน

เสริมคางแล้วเป็นก้อน เป็นลักษณะของคางที่ดูหนาหรือเป็นก้อนชัดเจน ไม่เป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นได้จากการที่ใช้ซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่เกินไป วางซิลิโคนผิดตำแหน่ง รวมไปถึงคนไข้ฉีดฟิลเลอร์บริเวณคางบ่อยหรือเยอะเกินไป จนจับตัวกับเนื้อเยื่อเป็นก้อนแข็ง เกิดพังผืด หลงเหลืออยู่บางส่วนถึงแม้จะขูดออกไปแล้ว แพทย์จะต้องทำการผ่าตัดเพื่อขูดเอาฟิลเลอร์เก่าเหล่านี้ออกให้หมดก่อนเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้พร้อมก่อนใส่ซิลิโคนใหม่เข้าไป

แผลผ่าตัดหายช้า หรือมีแผลเป็นชัดเจน

อาการเหล่านี้เกิดจากการดูแลตัวเองหลังทำของคนไข้ ซึ่งคนที่มีประวัติเป็นคีลอยด์ (keloid) มีโอกาสที่จะเกิดแผลนูนได้หากทำแผลนอกใต้คาง รวมไปถึงคนที่ทายาลดรอยแผลเป็นไม่สม่ำเสมอหรือไม่ดูแลตามแพทย์แนะนำ ในกรณีของคนที่ทำแผลในปากไม่ต้องห่วงว่าจะเห็นแผลด้านนอก แต่จะต้องดูแลมากกว่าเพราะแผลอยู่ภายในปาก โดนทั้งน้ำลายและอาหารต่าง ๆ ทำให้มีโอกาสติดเชื้ออักเสบได้ง่ายหากไม่ดูแลให้ดี

เห็นรอยต่อที่คาง

หลังเสริมคางแล้วเห็นรอยต่อของซิลิโคนชัดเจน อาจเกิดขึ้นได้จากการเลือกขนาดซิลิโคนที่ไม่สมดุลกับคางของคนไข้ แก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนซิลิโคนใหม่ ทำให้คนไข้ต้องเจ็บตัวหลายครั้ง แนะนำให้เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์จะทำให้ลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดปัญหาต่าง ๆ ให้น้อยลง

ปัญหาหลังเสริมคาง เกิดจากอะไร?

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหลังเสริมนั้นมีด้วยกันหลายปัจจัย ซึ่งในแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป โดยมีสาเหตุของการเกิดปัญหาดังนี้

แพทย์มีประสบการณ์น้อย

ในกรณีนี้อาจเกิดขึ้นจากการที่แพทย์มีประสบการณ์น้อย ทำให้ยังไม่เข้าใจเทคนิคการผ่าตัดเสริมคางมากพอ เลือกรูปทรงและขนาดของซิลิโคนได้ไม่เหมาะสม วางตำแหน่งซิลิโคนไม่แม่นยำ ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลังผ่าตัด ทำให้รูปหน้าออกมาไม่สมดุล

ซิลิโคนไม่ได้มาตรฐาน หรือเลือกรูปทรงไม่เหมาะกับใบหน้า

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาหลังเสริมคาง ได้แก่

  • ใช้ซิลิโคนที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ซิลิโคนเกรดต่ำ ไม่มีการรับรองความปลอดภัย หรือวัสดุแข็งเกินไป อาจทำให้เกิดอักเสบ พังผืด หรือซิลิโคนทะลุในระยะยาว
  • เลือกรูปทรงหรือขนาดซิลิโคนไม่เหมาะสมกับโครงหน้า เช่น เลือกแบบที่ยาวหรือแหลมเกินไปเมื่อเทียบกับใบหน้า ทำให้ คางยาว , ยื่น, เบี้ยว หรือไม่รับกับส่วนอื่น ๆ บนใบหน้า เช่น จมูกหรือหน้าผาก

การเลือกซิลิโคนที่เหมาะสมต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์และการวิเคราะห์โครงหน้าร่วมด้วย

การดูแลตัวเองหลังทำ

หลังผ่าตัดหากคนไข้ดูแลตัวเองไม่ดีอาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ เช่น คางเบี้ยวจากการนอนคว่ำ นอนตะแคง หรือเท้าคาง เกิดการอักเสบติดเชื้อจากการรักษาความสะอาดไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น

ต้องแก้หรือถอดซิลิโคนคางออกเมื่อไร? เมื่อพบปัญหาควรทำอย่างไร?

ในบางกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังเสริมคาง จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ว่า ควร แก้ไข โดยผ่าตัดใหม่ หรือ ถอดซิลิโคนออกทั้งหมด ซึ่งมักขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ ความรุนแรง และระยะเวลาที่เกิดปัญหา โดยมีสัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ดังนี้

  • มีอาการอักเสบติดเชื้อ เช่น คางบวมแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ เจ็บแผลชัดเจน มีไข้ หรือมีน้ำ/เลือดซึมจากแผล หลังทำเกิน 1 สัปดาห์
  • มองเห็นขอบซิลิโคน หรือรู้สึกซิลิโคนเคลื่อน อาจเกิดจากคางเบี้ยว คางเอียง หรือซิลิโคนใกล้ทะลุ
  • ผ่านไป 1 เดือนแล้วยังคางผิดรูป เช่น คางไม่เข้าที่ คางยื่นผิดธรรมชาติ หรือไม่สมดุลกับใบหน้า

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหลังเสริมคาง

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลังเสริมคาง ก่อนเลือกทำที่ไหนก็ตามควรศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วนถูกต้องมากที่สุด ช่วยให้คนไข้มีความเข้าใจที่มากขึ้นช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาหลังทำให้ลดลงได้ โดยสามารถทำได้ดังนี้

    • เลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ เปิดให้บริการอย่างถูกต้อง มีเลขใบอนุญาตติดไว้อย่างชัดเจน มีห้องผ่าตัดที่สะอาดได้มาตรฐาน แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน
    • เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ มีความเข้าใจในเรื่องของกายวิภาคหน้าและเทคนิคการผ่าตัด เลือกซิลิโคนได้เหมาะสม ให้คำปรึกษาที่ถูกต้องครบถ้วน 
    • เลือกใช้ ซิลิโคนคาง ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและบริษัทนำเข้าได้
    • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ กินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง 
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อลดโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การเท้าคาง การนอนคว่ำ หรือกิจกรรมที่อาจกระทบกระเทือนบริเวรคาง เป็นต้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ปัญหาที่พบบ่อยหลังเสริมคาง

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาที่พบบ่อยหลังเสริมคางเพิ่มเติมอีก ในบทความนี้จึงได้รวบรวมเอาส่วนหนึ่งของคำถามที่พบได้บ่อยหรือมีคนถามเข้ามาเยอะ ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้หลังเสริมคาง เพื่อช่วยไขข้อข้องใจหรือความสงสัยของคนไข้ ดังนี้

Q : เสริมคางแล้วคางเอียง ต้องแก้หรือรอเข้าที่ก่อน?

A : หากพึ่งผ่าตัดมาไม่เกิน 1–2 สัปดาห์ อาจยังไม่เข้าที่ดี ควรรอสังเกต แต่ถ้าผ่านไปเกิน 1 เดือนแล้วยังเอียงชัดเจน ควรให้แพทย์ประเมิน อาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดใหม่

Q : หลังเสริมคางแล้วรู้สึกปวด บวมแดงหลายวัน เสี่ยงติดเชื้อไหม?

A : อาการบวมปกติควรลดลงภายใน 7 วัน หากปวดมาก บวมแดงลุกลาม หรือมีน้ำซึมจากแผล ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจติดเชื้อ

Q : ซิลิโคนคางทะลุดูยังไง? อาการเริ่มต้นคืออะไร?

A : สัญญาณที่ต้องระวัง เช่น คางตึงผิดปกติ ผิวบาง เห็นขอบซิลิโคน หรือมีเลือดซึมจากแผลผ่าตัด หากมีอาการเหล่านี้อย่ารอ ควรพบแพทย์โดยด่วน

Q : เสริมคางแล้วเป็นก้อน หรือรู้สึกแข็ง เกิดจากอะไร?

A : อาจเกิดจากพังผืด การวางซิลิโคนผิดตำแหน่ง หรือมีฟิลเลอร์ตกค้างเดิมอยู่ ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อวางแผนการรักษา อาจต้องขูดพังผืดหรือเปลี่ยนซิลิโคนใหม่

Q : คางยื่นเกินไป ไม่เข้ากับใบหน้า แก้ได้ไหม?

A : แก้ได้ โดยแพทย์อาจใช้วิธีเปลี่ยนซิลิโคนให้พอดี หรือปรับสมดุลใบหน้าด้วยเทคนิคเสริม เช่น ฉีดฟิลเลอร์บางจุดร่วมด้วย

Q : เสริมคางแล้วเห็นรอยต่อ หรือขอบซิลิโคนชัด เกิดจากอะไร?

A : อาจเกิดจากการวางซิลิโคนตื้นเกินไป หรือเลือกทรงไม่เหมาะกับใบหน้า ซึ่งต้องให้แพทย์ประเมินว่าควรเปลี่ยนซิลิโคนหรือปรับตำแหน่งใหม่

Q : แผลเสริมคางหายช้า หรือมีแผลเป็นชัด ต้องทำอย่างไร?

A : แนะนำดูแลแผลตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด ใช้ยาทาลดรอยแผลเป็น หากมีแนวโน้มเป็นคีลอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดยาหรือทำเลเซอร์ร่วมด้วย

สรุป

ปัญหาหลังเสริมคางที่พบบ่อย มักเกิดขึ้นจากปัจจัยหลัก ๆ คือ แพทย์มีประสบการณ์น้อย จึงทำให้เลือกใช้เทคนิคผ่าตัดหรือเลือกรูปทรงซิลิโคนได้ไม่เหมาะสมกับคนไข้ นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการดูแลตัวเองหลังทำของคนไข้แต่ละคนด้วย หากใครที่ไม่อยากเจอปัญหาหลังทำควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนถูกต้องและควรดูแลตัวเองหลังทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากใครที่อยากมีคางสวยได้สัดส่วนรับกับใบหน้า ปรับรูปหน้าเรียวสวยมีวีเชพมากขึ้น หรือต้องการแก้ไขคางที่เคยเสริมมาแล้วเกิดปัญหา แนะนำให้เข้ามาปรึกษาทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ของ Vincent Clinic Plastic Surgery เพื่อรับการประเมินปัญหา วิเคราะห์โครงหน้า และออกแบบการรักษาเฉพาะรายบุคคล

หมอภัทร
หมอภัทร
นพ.วัชรพัฒน์ ภัทรวราทรัพย์

แพทย์ของ Vincent Clinic

Scroll to Top
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
"><font style="vertical-align: inherit
"><font style="vertical-align: inherit